Press Releases

นีลเส็นเผยข้อมูลรายงาน New Age of Thais ชนะใจ ชนะที่จุดขาย กลยุทธ์รับมือสังคมสูงวัย

{“order”:2,”name”:”subheader”,”attributes”:{“backgroundcolor”:”000000″,”imageAligment”:”left”,”linkTarget”:”_self”,”pagePath”:”/content/corporate/th/th”,”title”:”Press Room”,”titlecolor”:”A8AABA”,”sling:resourceType”:”nielsenglobal/components/content/subpageheader”},”children”:null}
{“order”:4,”name”:”pubdate”,”attributes”:{“sling:resourceType”:”nielsenglobal/components/content/publishdate”},”children”:null}

กรุงเทพฯ – 22 สิงหาคม 2559 – นีลเส็น (ประเทศไทย) ตอกย้ำการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศไทยด้วยการเผยข้อมูลจากรายงาน ‘The New Age of Thais’ โดยรายงานตัวล่าสุดได้ชี้ถึงภาพรวมโครงสร้างประชากรไทย   การใช้จ่ายของผู้สูงอายุ และกลยุทธ์ในการเข้าถึงประชากรสูงอายุในไทย

ในอีก 20 ปีข้างหน้า สัดส่วนประชากรโลกที่มีอายุ 65+ จะเติบโตขึ้นเป็น 2 เท่าตัว และกว่า 2 ใน 3 ของประชากรผู้สูงอายุโลกนั้นอาศัยอยู่ในเอเชีย ทั้งนี้ ประเทศไทยก็มีแนวโน้มเช่นเดียวกับประชากรโลก โดยในอีก 15 ปีข้างหน้าได้มีการคาดการณ์ว่าประชากรอายุ 65+ นั้นจะเติบโตขึ้นเป็น 2 เท่า และประเทศไทยจะเป็นประเทศลำดับที่สามที่มีผู้สูงอายุมากที่สุดในภูมิภาค (ข้อมูลจาก United Nations Department of Economic and Social Affairs และ World Population Prospects, the 2015 Revision)

ในปัจจุบันนี้ กว่าครึ่งของประชากรไทยยังคงต้องดูแลบุตรหรือประชากรเด็กอยู่ โดยที่รายงานจากนีลเส็นชี้ให้เห็นว่าเมื่อเราจำแนกประเภทของประชากรเป็นสามกลุ่ม คือ ประชากรไทยที่แต่งงานแล้วและมีบุตร, ประชากรไทยที่แต่งงานแล้วและไม่มีบุตร และประชากรไทยที่ยังโสด จะเห็นได้ว่าประชากรไทยที่แต่งงานแล้วและมีบุตรนั้นมีจำนวนเกินครึ่ง (54.8%)และอยู่ในช่วงอายุที่หลายหลายโดยเริ่มตั้งแต่ 20-24 ปีขึ้นไป  ในขณะที่ประชากรไทยที่ยังโสดนั้นจะเกาะกลุ่มกันอยู่ที่กลุ่มอายุน้อยเป็นหลัก และมีจำนวนเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 29.8%

1 ใน 4 ของประชากรไทยเริ่มสร้างครอบครัวตั้งแต่ช่วงอายุ 20-24 ปี และกลุ่มประชากรไทยที่แต่งงานแล้วและมีบุตรได้กลายมาเป็นกลุ่มประชากรหลักในสังคมไทยเริ่มตั้งแต่ช่วงอายุ 25-29 ปีเป็นต้นไป ซึ่งเราจะเห็นจากรายงานได้ว่าประชากรไทยที่แต่งงานและมีบุตรส่วนใหญ่จะกลายเป็นผู้หารายได้หลักของครอบครัวตั้งแต่ช่วงอายุ 25-29 ปี และจะค่อยๆ ลดหลั่นความรับผิดชอบไปในอนาคต ในขณะที่กลุ่มประชากรที่โสดจะเริ่มเป็นผู้หารายได้หลักของครอบครัวในช่วงอายุ 45-49 ปี และ 40% ของคนโสดจะยังคงเป็นผู้หารายได้หลักของครอบครัวถึงแม้อายุจะเลย 60 ปีแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ชี้ให้เห็นว่าในอีก 2 ปีข้างหน้านี้ ประชากรสูงอายุของไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเริ่มมีปริมาณมากกว่าประชากรเด็ก และได้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2568 เกือบ 1 ใน  4  ของประชากรไทยทั่วประเทศจะเป็นผู้สูงอายุ ในขณะที่กลุ่มประชากรวัยทำงานจะมีอัตราส่วนที่ลดลงจาก 64% เป็น 61% ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากรมีสาเหตุมาจากการที่ประชากรไทยมีบุตรน้อยลงและมีอ���ยุที่ยืนยาวขึ้น

ผลที่ตามมาคือผู้อยู่ในวัยแรงงานต้องรับภาระในการเลี้ยงดูผู้สูงอายุที่มากขึ้น ซึ่งอัตราการเป็นภาระ หรือ Dependency Ratio จะโอนถ่ายจากเด็กไปที่ผู้สูงอายุ โดยที่ประชากรวัยแรงงานนั้นต้องดูแลเลี้ยงดูคนในครอบครัวจำนวนมากขึ้นในปี 2568 และกว่าครึ่งของคนเหล่านั้นคือผู้สูงอายุ (54%) จำนวนเม็ดเงินที่เราเคยต้องนำมาเลี้ยงดูเด็กในครอบครัวก็จะถูกแทนที่ด้วยการเปลี่ยนแปลงของไลฟ์สไตล์สู่การดูแลผู้สูงอายุ เช่น การดูแลด้านอาหารการกิน, สุขภาพ, ยารักษาและการเดินทาง

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ผู้สูงอายุตอนต้นส่วนใหญ่ในไทยจะพึ่งพาตนเอง โดยกว่า 90% ของผู้สูงอายุวัย 60-79 ปี สามารถที่จะพึ่งพาตัวเองได้ ซึ่งข้อมูลนี้สอดคล้องกับรายงานของนีลเส็นที่บ่งชี้ว่าอายุของผู้ซื้อของเข้าบ้านหรือชอปเปอร์นั้นเพิ่มขึ้นใน 5 ปีที่ผ่านมา โดยมีผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้นที่รับหน้าที่หลักในการซื้อของเข้าบ้าน  เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างปี 2553 และปี 2558 เราจะเห็นว่ามีผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้นบอกว่าพวกเขาคือคนซื้อของเข้าบ้าน โดยในปี 2553 นั้น 52% ของคนไทยอายุ 64 ขึ้นไปบอกว่าพวกเขาคือคนซื้อของเข้าบ้าน ในขณะที่ปี 2558 อัตราส่วนได้เพิ่มขึ้นเป็น 61% นอกจากนั้นพวกเขายังมีการเข้าถึงและใช้งานอินเตอร์เน็ทมากขึ้น โดยที่ในปี 2553 นั้น 5% ของผู้สูงวัยอายุ 64 ปีขึ้นไปใช้อินเตอร์เนทเป็นแหล่งข้อมูลหลักในการค้นหา แต่ในปี 2558 อัตราส่วนของผู้ใช้นั้นได้เพิ่มขึ้นเป็น 9%

เมื่อเรามาดูถึงการใช้จ่าย เราจะเห็นได้จากรายงานว่าครอบครัวที่มีผู้สูงอายุนั้นจะมีการซื้อของเกี่ยวกับสุขภาพ และ อาหารสัตว์ที่มากกว่าเมื่อเทียบกับการซื้อของเข้าบ้านของครอบครัวทั่วไป

“การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรในอนาคตนี้จะเข้ามามีอิทธิพลและมีผลกระทบไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ผลิตสินค้าให้ผู้บริโภคใช้ เป็นร้านค้าปลีกที่ขายสินค้าสู่ผู้บริโภค หรือเป็นสื่อที่เป็นกระบอกเสียงให้ผู้ผลิตและร้านค้าปลีกได้สื่อสารกับผู้บริโภค ซึ่งการเตรียมแผนการตลาดที่จะครอบคลุมและตอบโจทย์ของคนกลุ่มนี้นั้นถือเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการเติบโตในอนาคตของธุรกิจต่างๆ

ทั้งนี้การเตรียมตัวรับมือกับสังคมผู้สูงอายุที่กำลังจะเข้ามานี้ คือการชนะใจ และชนะที่จุดขายของผู้บริโภคกลุ่มนี้ ซึ่งการชนะใจนั้นต้องคำนึงถึงความต้องการของพวกเขาเป็นหลัก อย่างเช่นความต้องการด้านสารอาหารและการบำรุงเป็นพิเศษ ปริมาณของอาหารที่เล็กลงต่อหนึ่งหน่วยบริโภค และนวัตกรรมที่จะช่วยให้อ่านฉลากสินค้าได้ง่ายขึ้น หรือ แพกเกจจิ้งที่เปิดง่ายสำหรับผู้สูงอายุ  สำหรับการชนะที่จุดขายคือการพัฒนาสถานที่และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้สูงอายุ รวมถึงการคำนึงถึงข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวและความปลอดภัยของผู้สูงอายุ” กล่าว  สมวลี ลิมป์รัชตามร กรรมการผู้จัดการ บริษัท นีลเส็น ประเทศไทย

เกี่ยวกับนีลเส็น

นีลเส็น NV (NYSE: NLSN) เป็น บริษัทที่ช่วยบริหารผลการปฏิบัติการระดับโลก ด้วยการมอบความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงสิ่งที่ผู้บริโภคดูและซื้อ ในส่วนของสิ่งที่ผู้บริโภคดู (Watch) เรามอบการบริการในการวัดและเก็บข้อมูลผู้ชมทั้งหมด ในทุกอุปกรณ์  และทุกเนื้อหาที่ผู้บริโภคเปิดรับ ไม่ว่าจะจากวีดีโอ เสียง หรือข้อความ ให้กับลูกค้าที่เป็นสื่อและนักโฆษณา ในส่วนของสิ่งที่ผู้บริโภคซื้อ (Buy) ทางนีลเส็นมอบการวัดผลการปฏิบัติการของตลาดค้าปลีกทั่วโลกสำหรับผู้ผลิตสินค้า

อุปโภคบริโภคและผู้ค้าปลีก ซึ่งเมื่อมีการรวมข้อมูลจากทั้งฝั่งของ Watch และ Buy รวมถึงแหล่งข้อมูลอื่นๆ แล้ว นีลเส็นสามารถให้ข้อมูลการวัดที่ยอดเยี่ยมแก่ลูกค้าเช่นเดียวกับการวิเคราะห์ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการดำเนินธุรกิจของลูกค้า  ปัจจุบัน นีลเส็น, บริษัทในดัชนี S&P 500, มีการดำเนินงานในกว่า 100 ประเทศที่ครอบคลุมกว่าร้อยละ 90 ของประชากรโลก สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเข้าชมที่  www.nielsen.com