Press Releases

คอนเทนต์คือราชา และยังคงเป็นราชาจริงหรือไม่

{“order”:2,”name”:”subheader”,”attributes”:{“backgroundcolor”:”000000″,”imageAligment”:”left”,”linkTarget”:”_self”,”pagePath”:”/content/corporate/th/th”,”title”:”Press Room”,”titlecolor”:”A8AABA”,”sling:resourceType”:”nielsenglobal/components/content/subpageheader”},”children”:null}
{“order”:4,”name”:”pubdate”,”attributes”:{“sling:resourceType”:”nielsenglobal/components/content/publishdate”},”children”:null}

กรุงเทพฯ, 15 พฤษภาคม 2560 – นีลเส็นเผยงบโฆษณาในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้ ทีวียังคงเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุด อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าการใช้งบโฆษณาบนสื่อออนไลน์นั้นมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี จาก 2,783 ล้านบาทในปี 2012 ขึ้นมาเป็น 9,477 ล้านบาทในปี 2016 ซึ่งเป็นที่น่าจับตามอง ทั้งนี้ภาพรวมของการใช้งบโฆษณาโดยรวมนั้นมีปริมาณที่ลดลงจากปี 2015 และเมื่อเราเจาะดูภาพของการใช้งบโฆษณาในแต่ละอุตสาหกรรมนั้นจะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่แล้วจะมีปริมาณที่ลดลง ยกเว้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและอุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้าน ที่มีการใช้งบโฆษณาเพิ่มขึ้น ซึ่งมีการใช้อยู่ที่ 3,502 และ 2,028 ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้คำถามสำคัญคือ เมื่อเศรษฐกิจยังไม่เสถียรและเจ้าของสินค้ายังคงมีการรัดเข็มขัดเพื่อควบคุมการใช้จ่ายเม็ดเงินให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด แล้วเจ้าของสื่อต่างๆ ควรจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้เจ้าของสินค้าสามารถลงเม็ดเงินโฆษณาได้อย่างมั่นใจ ว่าจะได้ผลตอบแทนกลับไปอย่างคุ้มค่าที่สุด

 

คอนเทนต์คือราชา เรื่องจริงที่ห้ามมองข้าม

เมื่อนึกถึงช่องช่องหนึ่งแล้ว ผู้ชมจะนึกถึงคอนเทนต์อะไรเป็นอันดับแรก นั่นคือคำถามสำคัญที่เจ้าของช่องควรคำนึงถึง ซึ่งสิ่งที่สามารถมอบคำตอบให้กับคำถามนี้ได้ คือสิ่งที่เราเรียกกันว่า Flagship content หรือ คอนเทนต์ที่เป็น ‘เรือธง’ ของช่อง ซึ่งก็คือเนื้อหาที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละช่อง ที่มีคุณภาพ สามารถกระตุ้นความสนใจ ทำให้ผู้ชมติดใจและนึกถึง ทำให้ต้องย้อนกลับมาดูอีกเสมอๆ ทั้งนี้คอนเทนต์ที่ดีจะทำหน้าที่เสมือนเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดผู้ชมเข้ามา และเป็นหัวใจหลักของช่องที่ประสบความสำเร็จติดอันดับต้นๆ ทุกช่อง ยกตัวอย่างเช่น ช่อง 3 และ ช่อง 7 มีจุดเด่นอยู่ที่ละครที่มีคุณภาพ ช่อง Workpoint ที่มีจุดเด่นอยู่ที่รายการ การประกวด การแข่งขันและเกมส์โชว์ ช่อง Mono ที่มีจุดเด่นอยู่ที่การฉายภาพยนต์ที่คัดเลือกมาเป็นอย่างดี ช่อง One ที่มีจุดเด่นที่รายการการประกวด ละคร และมินิซีรี่ส์ หรือช่องแปดที่จุดเด่นอยู่ที่รายการแข่งขันมวยไทย และละครอินเดีย   เป็นต้น

 

คอนเทนต์กับการ Segment ผู้ชม และการเพิ่มขึ้นของทีวีเรตติ้ง

เราจะเห็นได้ว่าคอนเทนต์ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละช่องดิจิตอลทีวีจะมีการจับกลุ่มผู้ชมที่ชัดเจน ทำให้เกิดการกระจายตัวของเรตติ้งและการเพิ่มขึ้นของเรตติ้ง ดังที่นีลเส็นได้มีการรายงานในปัจจุบัน โดยเมื่อเทียบ ranking ของช่องในสามปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีผู้เล่นช่องใหม่ที่เข้ามาในอันดับและมีการเปลี่ยนแปลงของลำดับ ranking อย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าช่อง 7 และช่อง 3 จะยังคงครองอันดับหนึ่ง และสอง เหมือนเดิม แต่เราจะเห็นได้ว่าช่อง Workpoint ได้ขึ้นมาเป็นอันดับที่สาม ตามมาด้วยช่อง Mono ที่เข้ามาเป็นอันดับที่สี่ (ดู Chart 1)

ในส่วนของการกระจายตัวของเรตติ้ง เราจะเห็นได้ว่าการเข้ามาของช่องใหม่ๆ ในส่วนของดิจิตอลทีวี มีการจับกลุ่มผู้ชมและสร้างเอกลักษณ์ของคอนเทนต์ตัวเองได้ดี ซึ่งทำให้เกิดเรตติ้งของรายการที่น่าจับตามอง เช่น รายการ The Mask Singer ที่มีช่วงเรตติ้งที่ดีที่สุดอยู่ที่ 17.4 ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของเรตติ้งรายการประเภทเดียวกันมีตัวเลขอยู่ที่  1.5 ในส่วนของช่อง Mono ที่เน้นเรื่องของการฉายภาพยนต์ มีเรตติ้งของรายการที่สูงที่สุดคือ Premium Blockbuster ซึ่งมีช่วงเรตติ้งที่ดีที่สุดอยู่ที่ 6.5 ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของเรตติ้งรายการประเภทเดียวกันมีตัวเลขอยู่ที่  0.8 ส่วนของช่อง One นั้นคือรายการศึกวันดวลเพลง ซึ่งเรตติ้งที่ดีที่สุดอยู่ที่ 7.2 ในขณะที่ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5 และช่องแปดก็มีรายการ 8 Maxx มวยไทยซึ่งมีเรตติ้งที่ดีที่สุดอยู่ที่ 7.8 ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของรายการประเภทเดียวกันนั้นอยู่ที่ 1.0 ในส่วนของช่อง Amarin ก็มีรายการทุบโต๊ะข่าวซึ่งมีเรตติ้งที่ดีที่สุดอยู่ที่ 3.7 และค่าเฉลี่ยของรายการประเภทเดียวกันที่ 0.3 (ดู Chart 2)

 

ลักษณะของกลุ่มผู้ชมโทรทัศน์ชาวไทย

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของนีลเส็นเผยให้เห็นว่าลักษณะของผู้รับชมโทรทัศน์นั้นสัดส่วนยังคงเหมือนเดิมเมื่อดูจากปี 2015 มาจนถึง ไตรมาสที่ 1 ของปี 2017 โดยผู้ชมอายุ 25+ ยังคงมีจำนวนเยอะที่สุด รองลงมาคือ กลุ่มผู้ชมในช่วงอายุ 4-14 ปี ตามด้วยช่วงอายุ 15-24 ปี และผู้ชมส่วนใหญ่อาศัยอยู่นอกเมือง รองลงมาคือแถบชานเมือง ตามมาด้วยผู้���มในกรุงเทพ ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วผู้ชมชาวไทยทั้งหมดจะใช้เวลาไปกับการดูโทรทัศน์ทั้งสิ้นประมาน 4 ชั่วโมง 10 นาที ต่อวัน ถึงแม้ว่าข้อมูลแสดงให้เห็นว่าการเข้าถึงผู้ชมรายวันหรือจำนวนคู่ตาที่เห็น (Reach) นั้นมีการปรับตัวลงเล็กน้อย จากปี 2014 ที่ 61.8% เป็น 58.2% ในปี 2017แต่ที่น่าสนใจคือผู้ชมนั้นใช้เวลาดูทีวีนานขึ้นจาก 248 นาทีต่อวัน ต่อคนในปี 2014 เป็น 251 นาที ต่อวัน ต่อคน ในปี 2016

ทั้งนี้เมื่อเจาะลึกลงไปถึงพฤติกรรมการรับชมของแต่ละช่วงอายุจะพบว่ากลุ่มผู้ชมอายุ 25+  ซึ่งเป็นกลุ่มหลักและกลุ่มวัยรุ่นช่วงอายุ 15-24 ปี นั้นมีเปอร์เซ็นต์การเข้าถึงผู้ชมที่ลดลง แต่กลุ่มผู้ชมวัย 25+ นั้นดูโทรทัศน์เป็นเวลานานขึ้น ในขณะที่กลุ่มวัยรุ่นช่วงอายุ 15-24 ปีนั้นใช้เวลาในการดูทีวีน้อยลง อย่างไรก็ตาม นีลเส็นชี้แจงสาเหตุของการลดลงของจำนวนผู้ชมในกลุ่มอายุ 15-24 ปีว่า ไม่ได้เป็นการหยุดบริโภคสื่อ หากแต่เป็นการย้ายแพลตฟอร์มในการรับชมเป็นดิจิตอลแพลตฟอร์ม ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ด้วยการวัดแบบมัลติสกรีน หรือ Digital Content Ratings ของนีลเส็น (ดู Chart)

 

จับกลุ่มคนดูวัยรุ่นด้วยการถ่ายทอดสดและดิจิตอลแพลตฟอร์ม

หากเจ้าของช่องต้องการดึงฐานผู้ชมในวัย 15-24 ปี กลับมา หัวใจหลักสำคัญคือการถ่ายทอดสดและการโปรโมทแพลตฟอร์มการรับชมบนดิจิตอล เนื่องจากข้อมูลได้เผยว่า ผู้ชมอายุ 15-24 ปี ใช้เวลากับการชม Live Broadcast  เช่นThe mask singer และ Live Broadcast กีฬา World Cup สูงสุดเมื่อเทียบกับผู้ชมกลุ่มอื่น

 

เกี่ยวกับนีลเส็น

นีลเส็น NV (NYSE: NLSN) เป็น บริษัทที่ช่วยบริหารผลการปฏิบัติงานระดับโลกด้วยการมอบความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงสิ่งที่ผู้บริโภคดูและซื้อ ในส่วนของสิ่งที่ผู้บริโภคดู (Watch) เรามอบการบริการในการวัดและเก็บข้อมูลผู้ชมทั้งหมดในทุกอุปกรณ์  และทุกเนื้อหาที่ผู้บริโภคเปิดรับ ไม่ว่าจะจากวีดีโอ เสียงหรือข้อความ ให้กับลูกค้าที่เป็นสื่อและนักโฆษณา ในส่วนของสิ่งที่ผู้บริโภคซื้อ (Buy) ทางนีลเส็นมอบการวัดผลการปฏิบัติงานของตลาดค้าปลีกทั่วโลกสำหรับผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคและผู้ค้าปลีก ซึ่งเมื่อมีการรวมข้อมูลจากทั้งฝั่ง Watch และ Buy รวมถึงแหล่งข้อมูลอื่นๆแล้ว นีลเส็นสามารถให้ข้อมูลการวัดที่ยอดเยี่ยมแก่ลูกค้าเช่นเดียวกับการวิเคราะห์ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและกาดำเนินธุรกิจของลูกค้า  นีลเส็น, บริษัทในดัชนี S&P 500, มีการดำเนินงานในกว่า 100 ประเทศที่ครอบคลุมกว่าร้อยละ 90 ของประชากรโลก สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเข้าชมที่  www.nielsen.com