Press Releases

What’s Next in 2019

{“order”:2,”name”:”subheader”,”attributes”:{“backgroundcolor”:”000000″,”imageAligment”:”left”,”linkTarget”:”_self”,”pagePath”:”/content/corporate/th/th”,”title”:”Press Room”,”titlecolor”:”A8AABA”,”sling:resourceType”:”nielsenglobal/components/content/subpageheader”},”children”:null}
{“order”:4,”name”:”pubdate”,”attributes”:{“sling:resourceType”:”nielsenglobal/components/content/publishdate”},”children”:null}

การเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์และความมั่งคั่งของผู้บริโภคที่สร้างโอกาสในการเติบโตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประเทศไทย, 8  มีนาคม, 2562 – ท่ามกลางกระแสชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่มาพร้อมกับการคาดการณ์ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นจะลดลงเนื่องจากนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นและความตึงเครียดทางการเมืองที่เกิดขึ้นทั่วโลกนั้น แต่ประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างเช่น ประเทศไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ก็ยังคงเป็นประเทศที่น่าดึงดูดสำหรับหลายๆ บริษัท ที่ต้องการขยายธุรกิจ และต้องการสร้างการเติบโตที่ชัดเจน

ในฐานะที่เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดในโลก บวกกับแนวโน้มในการเติบโตของความต้องการของผู้บริโภคในอนาคตที่มีขนาดใหญ่และจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงมีศักยภาพที่จะกลายเป็นภูมิภาคที่เป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ รวมถึงเป็นตลาดที่สำคัญสำหรับการลงทุนในเศรษฐกิจโลก ซึ่งประเทศที่ได้กล่าวมาข้างต้นเหล่านี้มีสัญญาณบวกที่บ่งบอกถึงโอกาสทางธุรกิจ ได้แก่ :

  • จำนวนผู้บริโภคที่จะเพิ่มขึ้นจาก 633 ล้านคนในปี 2558 เป็น 692 ล้านคนในปี 2568

  • แพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องโดยมีประชากรและแรงงานที่มีอายุน้อย มีการลงทุนด้านการผลิตและเทคโนโลยี และมีความมั่นคงทางการเมืองและการค้า

  • มีพัฒนาการในเรื่องของความมั่งคั่งและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเพื่อดูที่ “อัตราความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่บอกว่าพวกเขามีสถานะทางการเงินที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับ 5 ปีที่ผ่านมา” และประเทศที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของโลกได้แก่ – เวียดนาม 86%, อินโดนีเซีย 75%, ฟิลิปปินส์ 71%, ไทย 57% และสิงคโปร์ 49% ซึ่งมีอัตราที่สูงกว่ามากเมื่อเทียบกับตลาดเช่นเกาหลีที่มีเพียงแค่ 18%

  • การเพิ่มขีดความสามารถของผู้บริโภคในการใช้จ่ายกับค่าเฉลี่ยรายได้ส่วนบุคคลระหว่างปี 2014 -2018 ที่เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น อินโดนีเซีย + 51%, เวียดนาม +29%, มาเลเซีย +27%, สิงคโปร์ +23%, ฟิลิปปินส์ +22% และประเทศไทย + 14%

  • ผู้บริโภคใช้จ่ายกับของกินของใช้เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับ 5 ปีที่ผ่านมา โดยอินโดนีเซีย + 46%, ฟิลิปปินส์ + 51%, สิงคโปร์ + 39%, มาเลเซีย + 36%, เวียดนาม + 33% และประเทศไทย + 24%

สถานะและการใช้จ่ายทางการเงินที่พัฒนาขึ้นนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมทั้งหมดเท่านั้น ถ้ามองลึกลงไป ผู้บริโภคในตลาดเช่นเวียดนามและไทย (35% และ 23% ตามลำดับ) มีแนวโน้มที่จะระบุว่าพวกเขามีเงินมากพอที่จะใช้จ่ายได้อย่างอิสระ ในขณะที่ถ้าเรามาดูประเทศที่พัฒนาแล้วเช่นญี่ปุ่น (51%) เกาหลี (39%) นิวซีแลนด์ (36%) และออสเตรเลีย (36%) ผู้บริโภคกลุ่มนี้กล่าวว่าพวกเขามีเงินเพียงพอสำหรับการใช้จ่ายพื้นฐานเท่านั้น


ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นของการจับจ่ายใช้สอยนั้นไม่ได้อยู่การซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค แต่ยังรวมถึงการใช้จ่ายกับสินค้าและบริการประเภทอื่นๆ เช่น การศึกษา, ไลฟ์สไตล์, หรือการพักผ่อนหย่อนใจ เช่น การออกไปทานข้าวนอกบ้าน, ท่องเที่ยว และเทคโนโลยี ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวถึงคือ 5 อันดับแรกของกลุ่มสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จ่ายเงินไปกับมันมากขึ้น

จับโอกาสตอบสนองความต้องการผู้บริโภคในอนาคตที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ให้อยู่หมัด

เทรนด์ที่เห็นได้อย่างชัดเจนในหลายตลาดคือ การขยายตัวของ ‘สังคมเมือง’ (urbanization) และการเปิดรับต่อเทคโนโลยีใหม่ที่มาพร้อมกับการเข้าถึงของสมาร์ทโฟน/อินเตอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดความต้องการด้านความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้นสอดคล้องไปตามกัน ประเทศไทยและฟิลิปปินส์คือตัวอย่างของประเทศที่มีการขยายตัวของสังคมเมืองอย่างรวดเร็ว โดยฟิลิปปินส์มีการเติบโตของประชากรมากกว่า 30% ในเมืองที่มีความหนาแน่นปานกลาง ในขณะที่ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของเมืองที่มีขนาดกลาง (ประชากร 1-5 ล้านคน) มากกว่า 62% ใน ปี 2015-2025

อีกสิ่งที่ตามมาพร้อมกับสังคมเมืองคือ การยกระดับพฤติกรรมผู้บริโภคซึ่งจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เมื่อผู้บริโภครู้สึกว่าตนเองมีความเป็นอยู่และรายได้ที่ดีขึ้น และสามารถเชื่อมต่อเข้าถึงโลกออนไลน์ที่ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วและง่ายขึ้น ทำให้เกิดความต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และกล้าที่จะจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการในระดับที่สูงขึ้น

ในประเทศอย่างมาเลเซียและประเทศไทย เราเห็นได้ว่าตลาดของสินค้าที่เป็นสินค้าราคาพรีเมี่ยมนั้นมีอัตราการเติบโตที่ดี ทั้งยังเป็นตัวกระตุ้นหลักในการเติบโตของกลุ่มประเภทสินค้านั้นๆ อีกด้วย ในประเทศมาเลเซียในกลุ่มร้านขายยา 73% ของรายได้ในการขายสินค้าประเภทบำรุงผิวนั้นมาจากกลุ่มสินค้าที่อยู่ใน premium segment ทั้งหมด สำหรับประเทศไทยนั้น สิ่งที่น่าสนใจคือ ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะประสบกับการชะลอตัวของตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคในช่วงปี 2017 ที่ผ่านมา แต่ตลาดสินค้าที่เป็น premium price tier คือส่วนที่ยังเติบโตได้ดีอยู่และไม่ได้รับผลกระทบเหมือนกลุ่มอื่น

“สิ่งที่สำคัญในการเจาะกลุ่มสินค้าพรีเมี่ยมคือต้องทำความเข้าใจว่าการรับรู้ (perception) และ ความเป็นจริง (reality) คือสองสิ่งที่แยกออกจากกัน ถึงแม้ว่าระดับราคาอาจสูงกว่าสินค้าทั่วไป แต่หากนักการตลาดสามารถทำให้ผู้บริโภครู้สึกได้ว่าสินค้านั้นคุ้มค่าที่จะจ่าย และยังสามารถซื้อได้ ก็จะสามารถจับกลุ่มนี้ได้ โดยที่มูลค่าของสินค้าอาจไม่ได้อยู่แค่ว่าคุณภาพหรือฟังก์ชั่นการใช้งานดีแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าสินค้าหรือบริการนั้นๆ สามารถตอบสนองสิ่งที่ผู้บริโภคมองหาแต่ยังไม่ได้รับ (unmet need) หรือตอบโจทย์ว่าคุณค่าอะไรที่ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญทั้งตอนนี้และต่อไปในอนาคตได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นไลฟ์สไตล์ เทรนด์ หรือการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม” กล่าว สมวลี ลิมป์รัชตามร กรรมการผู้จัดการ บริษัทนีลเส็น (ประเทศไทย)

ความสอดคล้องคือกุญแจสู่ความสำเร็จ
ข้อมูลเหล่านี้บอกกับบริษัทที่จับตามองภูมิภาคนี้ได้ว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมีโอกาสที่ดีมากๆในการเติบโตอยู่ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่ากลยุทธ์หรือการวิเคราะห์ทุกอย่างจะสามารถนำมาใช้ร่วมกันได้ สิ่งสำคัญคือทุกคนต้องตระหนักว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีสภาพแวดล้อมของการเปลี่ยนแปลงและการ disrupt อยู่ตลอดเวลานั้น คือภูมิภาคที่มีความหลากหลายเป็นอย่างมาก ความหลากหลายนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความต่างกันของประเทศต่างๆ แต่ยังรวมไปถึงตลาดต่างๆที่แยกย่อยอยู่ในประเทศนั้นๆ อีกด้วย


“ผู้บริโภคมีความเฉลียวฉลาดมากขึ้นเรื่อยๆและจะคอยมองหา ‘คุณค่าที่เพิ่มเข้ามา’ ของสินค้าหรือบริการอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชันการทำงานที่เหนือกว่า หรือการที่สิ่งๆ นั้นสามารถตอบโจทย์และสอดคล้องกับค่านิยมของผู้บริโภคได้ และด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยรายได้ส่วนบุคคลที่มีการคาดการณ์ไว้ที่ระหว่าง 8-26% ภายในปี 2022 นั้นทำให้เราเห็นโอกาสที่มีอยู่ในภูมิภาคนี้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าออนไลน์หรือร้านค้าแบบดั้งเดิมสิ่งนี้ก็จะเข้ามามีผลกระทบอย่างแน่นอน” กล่าว มร. วอน ไรอัน กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (มาเลเซีย, พม่า, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย, เวียดนาม) บริษัทนีลเส็น “สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาคนี้ และความเจริญรุ่งเรืองในอนาคต ซึ่งทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าคุณควรเข้ามาเล่นในตลาดนี้อย่างจริงจัง”

 

เกี่ยวกับนีลเส็น

นีลเส็น โฮลดิ้งส์ (NYSE: NLSN) เป็นบริษัทด้านการวัดและการวิเคราะห์ข้อมูลระดับโลกที่ให้มุมมองของผู้บริโภคและตลาดทั่วโลกที่สมบูรณ์และเชื่อถือได้ วิธีการทำงานของเราจะเชื่อมโยงข้อมูลที่เป็นกรรมสิทธิ์ของนีลเส็นกับแหล่งข้อมูลอื่นๆ เพื่อช่วยให้ลูกค้าทั่วโลกเข้าใจว่า ขณะนี้กำลังเกิดอะไรขึ้น อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต และจะรับมือกับข้อมูลและความรู้ที่เราได้รับมาให้ได้ประสิทธิภาพที่สุดอย่างไร เป็นเวลากว่า 90 ปีที่นีลเส็นได้ให้ข้อมูลและการวิเคราะห์จากความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมของเรา พร้อมทั้งพัฒนาวิธีใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะตอบโจทย์ที่สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมต่างๆ เช่นอุตสาหกรรมมีเดีย โฆษณา ค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค นีลเส็นเป็นบริษัทในดัชนี S&P 500 มีการดำเนินงานในกว่า 100 ประเทศที่ครอบคลุมกว่าร้อยละ 90 ของประชากรโลก สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเข้าชมที่  www.nielsen.com

# # #